nazca_alien

เส้นนาซคาสัญลักษณ์ต่างดาว

  เส้นนาซคาเป็นเส้นวาดมหัศจรรย์บนพื้นทะเลทราย ในประเทศเปรูได้เกิดเรื่องประหลาดขึ้นเมื่อมีลายเส้นขนาดใหญ่ที่ลากออกมาเป็นภาพหลายภาพด้วยกัน แล้วแต่ล่ะรูปก็เป็นรูปร่างเหมือนสัตว์ ที่สำคัญคือยังไม่รู้ว่ามันเป็นฝีมือของใคร แล้วก็หนีไม่พ้นมนุษย์ต่างดาวอีกเช่นเคย ที่มาก็คือพวกเขาคิดว่ามีการยิงแสงประหลาดลงมาบริเวณนั้น แล้วลำแสงนั้นก็ไม่สามารถมองเห็นได้ด้วยตาเปล่าก็น่าจะโยงต่อไปว่ามันคือการทำที่มนุษย์บนโลกเราทำได้ แล้วถ้ารูปเหล่านี้เป็นผลงานของคนนอกโลกล่ะพวกเขาต้องการจะบอกอะไร ในทางทฤษฎีแล้วมันจะบอกให้พวกเราดูแลสัตว์พวกนี้ไม่ให้สูญพันธุ์หรอ หรือเป็นเด็กต่างดาวที่เกิดอยากวาดรูปขึ้นมาเลยทำแบบนี้ คำถามที่ยังคงหาคำตอบไม่ได้ถึงการสื่อสารที่อยากให้พวกเราได้รับรู้ยังคงมืดบอด จนในเวลาต่อมาก็มีอีกหนึ่งปัจจัยก็คือมนุษย์เรานี้และเป็นคนทำแล้วให้คนเข้ามาดูเกิดเป็นสถานที่ท่องเที่ยวได้เงินจากนักท่องเที่ยวทั่วโลก มันคือธุรกิจที่เอาต่างดาวมาดึงความสนใจให้คนอยากจะมาเพื่อรับชมกันกว่าจะรู้ตัวก็เสียเงินไปกับการเที่ยวครั้งนี้ไปแล้ว ถ้าดูๆ ไปแล้วก็คงจะมีโอกาสที่จะเป็นไปได้สูงกว่าการสื่อสารของมนุษย์ต่างดาวเสียอีก แล้วที่จริงพื้นที่บริเวณนี้ไม่ได้เป็นทะเลทรายแต่เป็นหินสีแดงจำนวนมากเท่านั้น ส่วนของสภาพอากาศก็ไม่มีฝนตกอีกด้วยผลกระทบเรื่องอากาศจึงไม่มี นี้อาจจะเป็นสาเหตุให้เส้นนาซคานั้นอยู่ได้นับพันปีเลยทีเดียว  หลายคนจะเห็นว่าเมื่อก่อนหลายร้อยปีได้มีการสร้างสิ่งมหัศจรรย์หลายอย่างด้วยกัน เพราะฉะนั้นสิ่งเหล่านี้ก็อาจจะเป็นสิ่งที่คนรุ่นก่อนได้ทิ้งเอาไว้ให้เราได้ศึกษาถึงที่มาที่ไปในสมัยก่อนนั้นเอง อาจจะเป็นไปได้ว่าสัญลักษณ์เหล่านี้เป็นการสื่อสารกับประเจ้าที่อยู่บนท้องฟ้า เพราะสัญลักษณ์ต้องมองดูจากท้องฟ้าถึงจะเห็นเป็นรูปร่างอย่างชัดเจน เส้นนาซคานับว่าเป็นเรื่องที่ยังคงหาคำตอบไม่ได้จนถึงทุกวันนี้

bermuda_map

สามเหลี่ยมเมอร์บิวด้าอาถรรพ์

สามเหลี่ยมเมอร์บิวด้าเป็นพื้นที่อันตรายที่ไม่ว่าใครก็ต่างเล่าขานกันว่าเป็นพื้นที่ต้องห้าม เพราะอะไรเครื่องบิน และเรือที่ผ่านบริเวณนั้นได้หายสาญสูญไปอย่างไม่ทราบสาเหตุ แล้วยังคงเป็นที่พูดกันว่าเป็นที่พักอาศัยของมนุษย์ต่างดาวอีกด้วย บริเวณนั้นเรียกชื่อย่างเป็นทางการว่ามหาสมุทรแอ็ตแลนติคทางตะวันตก เรื่องราวเริ่มต้นจากคนส่วนใหญ่ได้บอกกันว่ามนุษย์ต่างดาวจะจับคนที่ผ่านบริเวณนั้นเพื่อนำไปทดลองแล้วเก็บข้อมูลของร่างกาย รวมไปถึงเทคโนโลยีของเราอีกด้วย แต่คำพูดนี้ก็ดูจะน้ำหนักตกลงไปเพราะมนุษย์ต่างดาวในความคิดของคนนั้นจะมีความรู้ในเรื่องการพัฒนาเทคโนโลยีที่นำหน้าเราไปมากไม่น่าจะเอาวัตถุของเราไปดูเพื่อลดประสิทธิภาพของตัวเอง รวมไปถึงร่างกายของคนที่อาศัยอยู่คนล่ะดาวไม่รู้ว่าจะเอาข้อมูลร่างกายของมนุษย์โลกไปเพื่ออะไร มามองดูอีกด้านหนึ่งคือเหตุการณ์เหล่านี้เกิดจากภัยธรรมชาติที่เกิดขึ้นเฉพาะจุด นักวิเคราะห์ท่านหนึ่งได้บอกว่าอาจจะมาจากสนามแม่เหล็กโลกเกิดการเปลี่ยนแปลงตลอด เพราะมีเหตุการณ์ของลูกเรือรายหนึ่งได้รายงานว่าเข็มทิศของพวกเขาชี้ทิศทางมั่วไปหมดจนไม่ทราบทิศทางที่แท้จริงได้ แต่แล้วความลับของสามเหลี่ยมเมอร์บิวด้าก็กระจ่างเมื่อ นักวิทยาศาสตร์ โจเซฟ โมนาแกน ได้ศึกษาแล้วรู้ว่าที่จริงแล้วในบริเวณเกิดการก่อตัวของก๊าซธรรมชาติมีเทนไม่มีสีติดไฟได้ง่ายในบริเวณนั้นมีก๊าซมีเทนจำนวนมาก เมื่อก๊าซแตกฟองออกบริเวณนั้นจะทำให้เรือที่ผ่านเกิดอาการเสียการควบคุมได้ทันที แล้วถ้าก๊าซมีเทนลอยขึ้นสู่อากาศก็จะทำให้เครื่องบินระดับแล้วดิ่งลงสู่พื้นดินได้เช่นกัน กลายเป็นว่าอุบัติเหตุที่เกิดขึ้นนั้นมาจากภัยธรรมชาติโดยตรง แล้วเรื่องนี้ก็ไม่ได้เกี่ยวกับมนุษย์ต่างดาว หรือสนามแม่เหล็กโลกแต่อย่างใด ซึ่งกว่าจะรู้ถึงสิ่งที่เกิดขึ้นในสามเหลี่ยมเมอร์บิวด้าได้นั้นก็ต้องสูญเสียคนเป็นจำนวนมากในดินแดนอาถรรพ์แห่งนี้

ufo_world

ยาน UFO บนโลกมีจริงหรือไม่

มนุษย์ต่างดาวเป็นสิ่งที่ยังคงหาคำตอบไม่ได้จนทุกวันนี้แม้จะใช้เทคโนโลยีล้ำสมัยขนาดไหนก็ยังไม่สามารถอธิบายได้แบบ 100% ในต่างประเทศมีการค้นพบเรื่องราวมากมายที่ ทำให้คนบนโลกเราคิดว่าดาวโลกไม่ใช่สิ่งมีชีวิตเพียงสิ่งเดียวในจักรวาล แต่ยังมีดาวเคราะห์ที่ทำให้เชื่อว่ามีสิ่งลึกลับอาศัยอยู่ การหาคำตอบนั้นเป็นเรื่องที่ยังพูดได้ไม่เต็มปากเสียด้วยซ้ำ ขนาดองค์กรอย่าง NASA ยังต้องศึกษาเรื่องเหล่านี้เพื่อที่จะไขความลับที่ยังไม่มีใครสามารถหาคำตอบได้นั้นเอง นักวิทยาศาสตร์ได้พยายามติดต่อกับมนุษย์ต่างดาวตรวจจับคลื่นเสียงสัญญาที่อาจจะการพูดคุยกันประหว่างมนุษย์ต่างดาวด้วยกันเอง แต่แล้วก็ไม่เจออะไรที่จะชี้ชัดว่ามีจริงหรือไม่ หรือมันอาจจะเป็นเรื่องคิดไปเองของมนุษย์เราคำถามเข้ามาทันที เรื่องนี้ทางประเทศสหรัฐ อเมริกา ดูจะทุ่มงบประมาณให้ศึกษาเรื่องนี้ให้ได้ โดยการส่งยานอวกาศไปนอกโลกเพื่อสำรวจว่าดาวดวงใดมีสิ่งชีวิตนอกจากมนุษย์บ้าง ภาพถ่ายที่ได้มานั้นดูจะไม่เป็นประโยชน์เอาเสียเลยในเรื่องความมั่นใจว่ามันเป็นสิ่งมีชีวิตที่แท้จริง ในปัจจุบันมีการนำภาพมนุษย์ต่างดาวมาเผยแพร่แต่ก็ดูเหมือนว่าจะเป็นการทำเพื่อมาหลอกตาแล้วให้คนสนใจในสิ่งเหล่านั้นมากกว่า UFO คือยานพาหนะของต่างดาวที่ทุกคนรู้กัน ลักษณะจะเป็นเหมือนเอาจานข้าวมาคว่ำเข้าหากันเวลาบินจะขึ้นแนวตรงไร้เสียงเครื่องยนต์คนเลยคิดว่าเทคโนโลยีแบบนี้ไม่สามารถสร้างได้โดยมนุษย์เราแล้วตัวยานไม่สามารถจับได้ด้วยเรดาร์ ทำให้ไม่สามารถรู้ตำแหน่งได้ ถ้าสิ่งนี้เป็นเรื่องจริงขึ้นมาคงต้องยอมรับว่าเทคโนโลยีของเรานั้นยังช้ากว่า บรรดานักวิทยาศาสตร์วิเคราะห์ว่ายานบินต่างดาวอาจจะใช้สนามแม่เหล็กในการเคลื่อนที่ ซึ่งความล้ำสมัยเช่นนี้ใครก็อยากได้มาเพื่อพัฒนาให้ใช้ได้กับโลกของเรา แต่ก็ยังไม่มีใครเจอยาน UFO จอดแบบนิ่งๆ สักที ก็ถือว่าเป็นเรื่องที่ยังหาคำตอบไม่ได้จนทุกวันนี้   แต่ถึงยังไงมนุษย์เรานั้นยังคงมีการพัฒนาอย่างต่อเนื่องในอนาคตอาจจะมีการสร้างยานยนตร์ที่เคลื่อนที่ได้ก็เป็นได้ อย่างไรแล้วเรื่องนี้ยังคง 50-50 จนถึงทุกวันนี้

moai_island

รูปปั้นโมอายมรดกโลกเก่าแก่

ปริศนารูปปั้นโมอายเป็นอีกหนึ่งวัตถุโบราณที่คนส่วนใหญ่อยากจะรู้ว่าใครเป็นผู้สร้างแล้วทำไมถึงได้ทำออกมาในลักษณะหัวคนแบบนี้ด้วย คาดกันว่าเป็นการบูชาอะไรบางอย่างหรือเป็นสัญลักษณ์ของชนเผ่าอะไรกันแน่ ในยุคนั้นการสร้างรูปปั้นสามารถทำได้หรือเปล่าแล้วขนาดของโมอายนั้น มีน้ำหนักถึง 80 ตันเลยทีเดียว ตั้งเรียงรายทั่วเกาะอีสเตอร์จำนวน 887 ตัว นอกจากจะมีแต่หัวแล้ว นักโบราณวัตถุได้ขุดพบเจอส่วนของลำตัวที่ถูกดินฝั่งลงไปด้านล่างได้นำขึ้นมาต่อกันให้มีรูปร่างเพิ่มขึ้นมาอีกด้วย ระยะเวลานั้นน่าจะมีการสร้างขึ้นมานานนับร้อยปี โมอายบางตัวมีการมวยผมมีความเป็นไปได้ว่าจะเป็นหัวหน้าของกลุ่ม บริเวณหลังรูปปั้นจะมีสัญลักษณ์ที่ไม่สามารถแปลได้ว่ามันบ่งบอกถึงอะไร มีการคาดการว่าในช่วงยุคที่มีการแย่งชิงอำนาจของคนบนเกาะนั้นโมอายได้ถูทำลายลงไปจำนวนหนึ่ง และผลกระทบอย่างแผ่นดินไหวก็เป็นสิ่งหนึ่งที่อาจจะทำให้โมอายบางตัวหายไปได้เช่นกัน บางส่วนได้ถูกนำไปเก็บไว้ที่พิพิธภัณฑ์เพื่อป้องกันผลกระทบของสิ่งแวดล้อมที่จะทำลายรูปปั้นเหล่านี้ แล้วยังนำไปตรวจสอบเพื่อให้รู้ถึงผู้สร้างที่ถูกต้องอีกด้วย  จนในที่สุดก็ทราบว่าชนเผ่าที่สร้างรูปปั้นโมอายก็คือชาวโพลิเนเชียน โดยการใช้หินจากภูเขาไฟที่มีความแหลมคมและแข็งแรงในการทำขึ้นมา ได้มีการสอบถามคนที่อยู่ใกล้เกาะอีสเตอร์ว่ารูปปั้นเหล่านี้เคลื่อนย้ายได้อย่างไร คำตอบที่ได้รับตอบกลับมาจากชาวบ้านบริเวณเกาะอื่นๆ บอกว่า “รูปปั้นเดินลงมาด้วยตัวเอง” ทำให้มีการสันนิฐานว่าโมอายเป็นการปั้นขึ้นมาเพื่อให้เป็นที่สิงสถิตบรรพบุรุษคนที่สำคัญของชนเผ่าโพลิเนเชียน ซึ่งตำนานเล่าเหล่านี้อาจจะมีการบิดเบือนเนื้อหาไปบ้างอาจจะด้วยระยะเวลาที่นานทำให้ข้อมูลนั้นไม่ตรงทั้งหมด ก็นับได้ว่ารูปปั้นโมอายได้เป็นสิ่งมหัศจรรย์ของโลกที่น่ายกย่องแล้วยังเป็นมรดกที่คนยุคก่อนที่ทิ้งเอาไว้ให้ทุกคนได้ดูกันอย่างสมบูรณ์แบบเลยทีเดียว

pyramid_tower

ความลับพีระมิดโบราณสถานทะเลทราย

พีรามิดความลับแห่งการสร้างที่ยังคงเชื่อว่ามนุษย์หรือต่างดาวเป็นคนสร้างกันแน่วันนี้เราจะมาเฉลยถึงความลับนี้กัน ในสมัยก่อนไม่มีใครคาดคิดว่าจะมีสิ่งก่อสร้างขนาดใหญ่ที่มีความกว้างเท่ากับสนามฟุตบอล 4 สนามมารวามกันในที่เดียว  แต่ว่ามนุษย์เราได้มองออกมา 2 ส่วนด้วยกันว่า 1.ไม่มีทางที่มนุษย์จะสร้างสถานที่แบบนี้ได้ด้วยขนาดของพีรามิดอย่างนี้เป็นเรื่องยากแล้วมีคนเชื่อว่ามันสร้างด้วยฝีมือมนุษย์ต่างดาว 2.มนุษย์ทำได้จริงด้วยการคิดค้นคว้าหาวิธีให้สามารถลดจำนวนคนและเวลาให้น้อยลง ข้อแรก ด้วยเครื่องมือและเทคโนโลยีที่ล้ำสมัยของมนูษย์ต่างดาวแล้วยังมีสติปัญญาเฉลียวฉลาดมากกว่ามนุษย์ธรรมดาตามความเชื่อนั้นมีโอกาสที่พวกเขาจะเป็นผู้สร้างสิ่งเหล่านี้ขึ้นมาได้ไม่ยากนัก รอยแกะสลักกำแพงหรือเพดานได้บอกถึงการเคารพพระเจ้าที่คนคิดว่าช่วงเวลานั้นได้มีพระเจ้าลงมาเพื่อให้ความรู้แก่พวกเขาจนสามารถสร้างอะไรหลายๆ อย่างขึ้นมาได้นั้นเอง ข้อสอง ข้อนี้ดูจะมีความเป็นได้เช่นกัน เพราะมันมีเหตุและผลจากผู้เชี่ยวชาญทางด้านนี้โดยตรงได้วิเคราะห์การสร้างพีรามิคด้วยน้ำโดยการใส่แรงดันน้ำ และกระแสน้ำในการเคลื่อนย้ายหินที่มีน้ำหนักมากได้อย่างสบาย แล้วยังใช้จำนวนคนน้อย และระยะเวลาน้อยอีกด้วย ทั้งสองข้อนี้ในปัจจุบันได้มีการเฉลยถึงความเป็นไปได้ว่าที่จริงแล้วนั้น “มนุษย์คือผู้สร้างพีรามิดที่แท้จริง” ไม่ได้มีมนุษย์ต่างดาวทำแต่อย่างใด ทฤษฎีเกี่ยวกับน้ำคือสิ่งที่ถูกต้องแล้วใช้ได้จริง คำถามที่ว่าการขนหินขึ้นไปบนพีรามิดนั้นทำได้อย่างไรจึงถูกเฉลย หินได้ถูกนำไปผูกกับหนังเกะโดยการนำหนังเกะเป๋าลมอากาศเข้าไปเพื่อให้สามารถลอยบนน้ำได้ หลังจากนั้นสร้างรางน้ำระหว่างทางน้ำด้านล่างกันยอดพีรามิดทั้ง 4 ด้าน เพื่อทำให้ส่งหินได้ทั้ง 4 ทิศ หลังจากนั้นค่อยๆ ลอยหินที่ติดหนังเกะไปตามจำนวน ระหว่างทางไหลของน้ำจะมีประตูกั้นเอาไว้เพื่อไม่ให้หินไหลไปเกินจำนวนที่กำหนด เท่านี้การก่อสร้างพีรามิดก็ไม่ใช่เรื่องยากของคนสมัยก่อนอีกต่อไป