อวกาศนั้นมีจริงหรือไม่

อวกาศนั้นมีจริงหรือไม่

อวกาศ คือ บริเวณซึ่งอยู่ห่างไกลออกไปจากโลก รวมไปถึงไกลจากดวงดาวที่เรารู้จักต่างๆ ด้วย อวกาศนั้นเปรียบเสมือนที่อยู่ของดาวเคราะห์รวมไปจนถึงดาวฤกษ์ด้วย เมื่ออวกาศหลายๆ อวกาศมารวมกัน เราจะเรียกมันว่าจักรวาล หลายคนมีความเชื่อว่าอวกาศนั้นไม่มีจริง สิ่งที่เราเห็นจากการที่ยานอวกาศเก็บภาพมานั้นเป็นภาพลวง แต่ถึงอย่างไรก็ตามอวกาศนั้นมีอยู่จริงเพียงแต่ว่าเราไม่ได้มีโอกาสที่จะออกไปเห็นมันด้วยตาเราเท่านั้นเอง เพราะการเดินทางออกไปนอกโลกมันไม่ใช่เรื่องง่าย

espace-.

 

 

ย้อนกลับไปเมื่อ 50 กว่าปีที่แล้ว จะเป็นช่วงที่สหภาพโซเวียต สหรัฐอเมริกา ที่เป็นประเทศที่มีการบุกเบิกอวกาศเป็นประเทศแรกๆ โดยการพัฒนาของวิศวกรของแต่ละประเทศนั้นก็ได้พัฒนามาเรื่อยๆ จนกระทั่งประเทศที่ส่งดาวเทียมขึ้นไปยังอวกาศได้เป็นครั้งแรกสำเร็จก็คือ สหภาพโซเวียต โดยชื่อดาวเทียมที่เรารู้จักกันดีคือดาวเทียมสปุคนิค นั่นเอง หลังจากนั้นฝั่งสหรัฐอเมริกาก็ได้ส่งยานอวกาศขึ้นไปได้สำเร็จเป็นลำที่ 2 ของโลก แต่เป็นลำแรกของอเมริกาที่ประสบความสำเร็จ ชื่อยานว่า Explorer 1 ในอดีตนั้นยานอวกาศที่ส่งไปไม่ได้มีมนุษย์ไปด้วย แต่ในที่สุดสหภาพโซเวียตก็สามารถส่งมนุษย์ขึ้นไปด้วยได้สำเร็จเป็นประเทศแรกอีกครั้งใน 4 ปี ต่อมาหลังจากที่มียานอวกาศในห้วงถึง 2 ยานแล้ว โดยมนุษย์อวกาศคนนั้นชื่อว่ายูริ กาการิน ซึ่งเป็นนักบินอวกาศคนแรกของโลก เมื่อไม่นานฝั่งอเมริกาก็ได้ส่งมนุษย์อวกาศขึ้นไปอีกเช่นกัน หลังจากนั้นต่อมาโลกของเราก็เริ่มมีการพัฒนาและใช้ประโยชน์จากดาวเทียมมากขึ้น แล้วก็มีการส่งยานอวกาศไปสู้ห้วงอวกาศมากขึ้นเรื่อยๆ ทั้งในเรื่องของการเหยียบดวงจันทร์ครั้งแรกของโลกด้วย ซึ่งข่าวในครั้งนั้นก็ทำให้ประเทศสหรัฐอเมริกามีชื่อเสียงทางด้านนี้ไปทั่วโลก จนหลายคนมองว่าประเทศสหรัฐอเมริกานั้นเป็นผู้บุกเบิกโลกอวกาศ แต่ความจริงนั้นการพัฒนาต่างๆ ก็ไม่ได้เริ่มที่ประเทศอเมริกาซะทีเดียว เพราะอย่างไรก็ตามสหภาพโซเวียตก็ยังถือว่าเป็นผู้ที่บุกเบิกโลกอวกาศด้วยเช่นกัน

espace

แต่อย่างไรก็ตามถึงแม้ว่าโลกของเราจะสามารถส่งมนุษย์ออกไปนอกโลกหลายคนแล้วหรือมีการศึกษาเกี่ยวกับนอกโลกมานานหลายปีแล้ว แต่ ณ ตอนนี้ก็ยังไม่มีใครที่จะสามารถระบุขอบเขตของอวกาศได้เลยว่ามันมีความกว้างเพียงใด ตรงไหนกันแน่ที่เป็นจุดสิ้นสุดของอวกาศ เราจึงสามารถที่จะสรุปได้ว่าอวกาศนั้นมีอยู่จริง เพียงแต่ว่าตอนนี้ในทางวิทยาศาสตร์ยังไม่สามารถที่จะระบุได้ว่ามันมีความกว้างเพียงใด ที่ใดคือจุดสิ้นสุดเพียงเท่านั้นเอง

ผีมีอยู่จริงบนโลกหรือไม่

ผีมีอยู่จริงบนโลกหรือไม่

ผี ในความคิดของแต่ละคนอาจจะมีความแตกต่างกันออกไป ขึ้นอยู่กับประสบการณ์ ความคิด สิ่งที่เคยพบ รวมไปจนถึงจินตนาการของแต่ละคนด้วย บางคนเชื่อ บางคนไม่เชื่อ ตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบันนี้ก็ยังมีหลายคนที่ถกเถียงกันอยู่ว่าผีนั้นมีจริงหรือไม่ แม้แต่วิทยาศาสตร์ในปัจจุบันนี้ก็ยังไม่สามารถที่จะหาข้อสรุปเกี่ยวกับเรื่องนี้ได้ โดยธรรมชาติเมื่อคนเราอยู่ในสถานการณ์ หรือสถานที่ที่มีความมืด สมองของเราก็จะเริ่มจินตนาการไปตามความคิดของแต่ละคน สมองจึงหลอกเราให้คิดนู่นนี่ไปเอง ซึ่งบางครั้งสิ่งที่เราเห็นมันอาจจะไม่ได้มีอยู่จริงก็เป็นได้ ดังนั้นสิ่งแวดล้อมนับว่าเป็นปัจจัยที่สำคัญมาก ที่มันจะทำให้เราสามารถมองเห็นในสิ่งที่คนอื่นไม่เห็นได้
แต่อย่างไรก็ตามในทางวิทยาศาสตร์ได้ให้สมมุติฐานเกี่ยวกับเรื่องผี เอาไว้อยู่ 2 ประเด็นว่า การที่เราเห็นผีอาจจะเกิดจากอาการของระบบประสาทและระบบรับความรู้สึกนั้นทำงานผิดเพี้ยนไป สาเหตุมาจากไฟฟ้าเคมีทางสมองเกิดการรบกวนนั่นเอง จนทำให้สมองที่ถูกกระตุ้นนั้นเกิดภาพหลอนออกมา หรือสามารถจะเรียกได้ง่ายๆ ว่า ประสาทหลอน ประเด็นที่สองคือ การเห็นผี แต่ไม่ได้เห็นเพียงแค่คนเดียว ซึ่งหมายความว่ามีคนเห็นผีตัวเดียวกัน 2 คนขึ้นไป

ghost-

นักวิทยาศาสตร์หลายท่านได้กล่าวว่าผีนั้นมีจริง โดยให้ข้อสมมุติฐานว่ามันคือพลังงานลักษณะหนึ่ง ซึ่งมีความคล้ายกับคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าของโทรศัพท์มือถือ และปัจจุบันนี้มีการใช้โทรศัพท์มือถือมากขึ้น จึงทำให้พลังงานเหล่านี้จะต้องไหลไปอยู่ในบริเวณที่มีพลังงานแม่เหล็กไฟฟ้าที่เบาบางกว่า จึงทำให้มนุษย์ไม่สามารถที่จะมองเห็นผีได้บ่อยนัก ซึ่งสมมุติฐานนี้เป็นของนักวิทยาศาสตร์ของอังกฤษ แต่ก็มีนักวิทยาศาสตร์ชาวไทยที่มีความคิดคล้ายกันกับสมมุติฐานนี้ เพียงแต่มีความขัดแย้งกันที่ว่า ผีนั้นไม่ได้เบาบางลงเพราะเราใช้โทรศัพท์มากขึ้น แต่ที่เราไม่สามารถที่จะเห็นพลังงานของผีได้นั้นเป็นเพราะว่า พลังงานเหล่านี้ถูกถ่ายเทไปอยู่อีกจุดหนึ่งมากกว่า แล้วในทางกลับกัน การที่เราใช้มือถือมากขึ้นนั้นอาจจะช่วยให้เราสามารถที่จะมองเห็นภาพพลังงานเหล่านี้ได้มากขึ้นด้วย แต่เนื่องจากปัจจุบันมนุษย์นั้นมีความรู้มาก จึงไม่เชื่อว่าสิ่งที่เห็นนั้นคือผี นอกจากนี้ยังกล่าวด้วยว่าในภายภาคหน้า เมื่อวิทยาศาสตร์เริ่มมีความล้ำหน้าขึ้นเรื่อยๆ มนุษย์อาจจะสามารถผลิตเครื่องมือที่สามารถจับสัญญาณคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าเหล่านี้ได้
แต่อย่างไรก็ตามถึงแม้ว่าจนถึงทุกวันนี้จะยังไม่มีใครสามารถที่จะพิสูจน์ว่าผีนั้นมีจริงหรือไม่ เราคนเราทุกคนย่อมมีความเชื่อเป็นของตนเอง บางคนอาจจะเชื่อบ้าง ไม่เชื่อบ้าง บางคนอาจไม่เชื่อเลย แม้ว่าเราจะเชื่อในแบบใดก็ตามเกี่ยวกับเรื่องผี เราไม่ควรที่จะใช้ความคิดที่แตกต่างไปลบหลู่ความเชื่อของคนอื่น ว่าใครงมงาย หรือบ้า เชื่อในสิ่งที่มองไม่เห็น เป็นต้น เพราะความเชื่อเหล่านี้ไม่ได้ทำให้ใครเดือดร้อน ดังนั้นถึงแม้ว่าความคิดของเราอาจจะมีความแตกต่าง แต่ก็ควรยอมรับในความเชื่อของกันและกัน

ตำนานแวมไพร์ ผีดูดเลือดผู้เป็นอมตะ

ตำนานแวมไพร์ ผีดูดเลือดผู้เป็นอมตะ

Vampire
      หากจะพูดถึง “ผี” ที่เราเห็นได้จากสื่อและภาพยนตร์ต่าง ๆ จนติดหูติดตา หนึ่งในผีเหล่านั้นคงมีชื่อ แวมไพร์ อย่างแน่นอน หากกล่าวถึงแวมไพร์เราทั้งหลายคงจะนึกถึงผีที่หน้าตาและตัวซีดขาว กินเลือดเป็นอาหาร นอนกลางวันและออกหากินในเวลากลางคืน กลัวแสงแดด บ้างก็ว่ากลัวกระเทียมอีกเสียด้วย จะจริงเท็จอย่างไร แวมไพร์มีจริงหรือไม่ มีที่มาอย่างไร วันนี้เรามีตำนานแวมไพร์มาฝากกันค่ะ

Vampire horror

      แวมไพร์ ก็เป็นความเชื่อเรื่องผีของผู้คนในแถบตะวันตก เช่นเดียวกับที่เราชาวไทยเชื่อเรื่องผีปอบและผีอื่น ๆ นั่นล่ะค่ะ โดยประเทศในแถบยุโรปมีความเชื่อมาตั้งแต่โบร่ำโบราณเลยว่าแวมไพร์มีจริง เป็นผีที่มีรูปร่างและหน้าตาเหมือนมนุษย์ไม่มีผิดเพียงแต่จะแตกต่างที่มีผิวซีดขาวและมีฟันแหลมคมไว้เพื่อขบกัดและดูดเลือดทั้งมนุษย์และสัตว์กินเป็นอาหาร พวกเขาเกลียดกลัวแสงแดดจึงจะนอนหลังอยู่ในโลงศพเวลากลางวันและออกหากินเวลากลางคืน ทั้งยังมีฤทธิ์เดชสามารถปลอมแปลงตัวให้เป็นสัตว์ต่าง ๆ ได้ เช่น งู หมาจิ้งจอก และที่นิยมที่สุดนั่นก็คือ ค้างคาว สามารถเสกให้ข้าวของเคลื่อนที่ได้ หายตัวได้ มีแรงมากมายกว่ามนุษย์ถึง 20 เท่าตัว และแวมไพร์จะไม่มีเงาสะท้อนที่กระจกเหมือนกับมนุษย์ทั่วไป มนุษย์ที่ถูกแวมไพร์กัดหรือดูดเลือดนั้นจะกลายเป็นแวมไพร์เช่นเดียวกันและจะต้องกลายเป็นทาสของแวมไพร์ตัวนั้นตลอดไปอีกด้วย

Vampire-horror

      แวมไพร์นั้นจะมีความเป็นอมตะไม่มีวันตายในลักษณะเดียวกับมนุษย์ เช่น การแก่ตาย ป่วยตาย หรือกระทั่งอาวุธร้ายแรงใด ๆ ก็ไม่สามารถทำลายแวมไพร์ได้ แต่มีวิธีการพิเศษที่แตกต่างออกไป เช่น การนำไม้กางเขนที่เป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์ทางศาสนามาชูด้านหน้าของแวมไพร์จะทำให้ลดฤทธิ์เดชลงได้ หรือกระทั่งสมุนไพรกลิ่นแรงบางชนิด เช่น กระเทียม ก็จะทำให้แวมไพร์หนีหายไปได้เพราะเกลียดกลัวของที่มีกลิ่นแรง ส่วนการทำลายแวมไพร์ให้สิ้นซากนั้นพวกเขาเชื่อว่ามีเพียงสองวิธีคือ การใช้ไม้แหลมตอกไปที่บริเวณหัวใจของแวมไพร์ และการใช้จอบที่สัปเหร่อใช้ขุดฝังศพมาตัดหัวของแวมไพร์ออก

Vampire_horror

      ชาวตะวันตกในยุคกลางนั้นมีความหวาดกลัวแวมไพร์เป็นอย่างมาก ผู้ใดที่ต้องสงสัยว่าน่าจะเป็นแวมไพร์ จะต้องถูกนำไปประหารชีวิต ส่วนวิธีการป้องกันแวมไพร์ของพวกเขานั้นก็มีมากมายหลายวิธี เช่น การโรยเมล็ดข้าวสารไว้บริเวณหลังคาบ้าน พวกเขาเชื่อว่าแวมไพร์นั้นจะมัวแต่นับเมล็ดข้าวอยู่อย่างนั้นจนถึงเช้าจนไม่มีเวลามาดูดเลือดมนุษย์ ซึ่งก็เป็นเรื่องตลกขบขันสำหรับคนภายนอกอยู่ว่าแวมไพร์มันจะไปนับข้าวทำไมนะในเมื่อจุดประสงค์คือจะมาหาอะไรกิน แต่ก็ว่ากันไม่ได้ ความเชื่อความศรัทธาเป็นเรื่องส่วนบุคคล ระยะหลังความกลัวเรื่องแวมไพร์ก็เริ่มคลายลง จึงมีการนำเรื่องราวของแวมไพร์มาถ่ายทอดผ่านภาพยนตร์ ทำให้ชื่อเสียงของแวมไพร์เป็นที่รู้จักและโด่งดังไปทั่วโลก

เส้นนาซคาสัญลักษณ์ต่างดาว

เส้นนาซคาสัญลักษณ์ต่างดาว

ss

 

เส้นนาซคาเป็นเส้นวาดมหัศจรรย์บนพื้นทะเลทราย ในประเทศเปรูได้เกิดเรื่องประหลาดขึ้นเมื่อมีลายเส้นขนาดใหญ่ที่ลากออกมาเป็นภาพหลายภาพด้วยกัน แล้วแต่ล่ะรูปก็เป็นรูปร่างเหมือนสัตว์ ที่สำคัญคือยังไม่รู้ว่ามันเป็นฝีมือของใคร แล้วก็หนีไม่พ้นมนุษย์ต่างดาวอีกเช่นเคย (more…)

สามเหลี่ยมเมอร์บิวด้าอาถรรพ์

สามเหลี่ยมเมอร์บิวด้าอาถรรพ์

 

ss1

สามเหลี่ยมเมอร์บิวด้าเป็นพื้นที่อันตรายที่ไม่ว่าใครก็ต่างเล่าขานกันว่าเป็นพื้นที่ต้องห้าม เพราะอะไรเครื่องบิน และเรือที่ผ่านบริเวณนั้นได้หายสาญสูญไปอย่างไม่ทราบสาเหตุ แล้วยังคงเป็นที่พูดกันว่าเป็นที่พักอาศัยของมนุษย์ต่างดาวอีกด้วย (more…)

ยาน UFO บนโลกมีจริงหรือไม่

ยาน UFO บนโลกมีจริงหรือไม่

 

ss4

มนุษย์ต่างดาวเป็นสิ่งที่ยังคงหาคำตอบไม่ได้จนทุกวันนี้แม้จะใช้เทคโนโลยีล้ำสมัยขนาดไหนก็ยังไม่สามารถอธิบายได้แบบ 100% ในต่างประเทศมีการค้นพบเรื่องราวมากมาย (more…)