เรื่องหลอน Enfield

เรื่องหลอน Enfield

Enfield-pic

‘เรื่องหลอนเอนฟีลด์’ เป็นเรื่องราวอันสุดหลอนที่เกิดขึ้นจริง อีกทั้งยังเป็นที่สนใจของสื่อในประเทศอังกฤษ ในช่วงปลายปี ค.ศ. 1977 โดยบ้านหลังหนึ่งเกิดปรากฏการณ์เหนือธรรมชาติที่เรียกว่า ‘Poltergeist’ ข้าวของสามารถลอยไปมา เคลื่อนย้ายได้เอง และนอกจากข้าวของแล้วคนก็ยังลอยอีกด้วย ซึ่งเป็นเรื่องราวอันสุดโด่งดังมาก จนกระทั่งมีการนำไปสร้างสารคดีต่างๆ ตลอดจนหนังสืออีกหลายเล่ม

Enfield-image

เรื่องราวอันแสนสยองขวัญจากประเทศอังกฤษ

สำหรับเรื่องจริง เรื่องนี้เกิดขึ้นที่บ้านเลขที่ 284 ถนน Green Street ย่าน Enfield ณ กรุง London ประเทศอังกฤษ ซึ่งเกิดขึ้นในบ้านของครอบครัว Hodgson ซึ่งมีสมาชิกได้แก่…ไปด้วย Peggy ผู้ซึ่งเป็นแม่เลี้ยงเดี่ยว โดยเธอต้องดูแลลูกๆ ทั้ง 4 คนด้วยตัวคนเดียว

เรื่องราวนี้เกิดขึ้นในเดือนธันวาคม ค.ศ. 1977 จากการที่ลูกๆ ของเธอได้แอบเล่นกระดานถามวิญญาณ แบบไม่บอกให้แม่รู้ ซึ่งในคืนนั้นหลังจากที่พวกเธอเข้านอนตามปกติ ก็มีเสียงเคาะดังที่นอกประตูห้องนอน เตียงของพวกเธอถูกเขย่า อีกทั้งเก้าอี้ในห้องก็เลื่อนไปมาเอง หากแต่ในตอนแรกผู้เป็นมารดาก็คิดว่า เรื่องเหล่านี้เป็นเรื่องแกล้งกันเล่นๆ ของลูกๆ หรือเปล่า ในที่สุด Peggy ก็เรียกตำรวจมาตรวจสอบ แต่เรื่องที่น่าตกใจ คือ ทั้งคู่พบว่าเก้าอี้ในบ้านเคลื่อนไหวเองได้ แบบไร้คำตอบ

เรื่องราวเหล่านี้ได้กลายเป็นที่สนใจของหนังสือพิมพ์ทำให้เริ่มเป็นที่สนใจของสื่อ ต่อมาได้มีการบันทึกเทป VDO สัมภาษณ์ลูกของเธอ หากแต่แล้วจู่ ๆ เสียงของ ‘Janet’ ก็เปลี่ยนไปจากเสียงของเด็กสาว กลายเป็นเสียงของชายแก่สูงวัย โดยเธออ้างว่าตัวเองชื่อ ‘Bill’ ชายชราอายุ 72 ปี และได้เสียชีวิตด้วยโรคทางสมองซึ่งได้นั่งตายอยู่บนเก้าอี้ตัวนี้

โดยหนึ่งในเจ้าหน้าที่ตำรวจที่มีชื่อว่า Carolyn Heeps ก็ประสบพอเจอเรื่องที่ไม่อาจอธิบายได้เช่นเดียวกัน เก้าอี้ในบ้านนี้สามารถเคลื่อนย้ายได้เองจริงตามคำกล่าวอ้าง หากแต่เมื่อพยายามหาข้อพิสูจน์ต่างๆ ก็ไม่อาจตรวจสอบได้ว่าสิ่งใดที่ทำให้มันเคลื่อนที่ เช่นนำลูกแก้วมาวางไว้ ณ กึ่งกลางห้องแล้วปล่อยเพื่อตรวจสอบรากฐานของบ้านว่า มีการชำรุดทรุดเอียงหรือไม่หากแต่จากการตรวจสอบจึงพบว่าลูกแก้วกลับเอียงไปอีกทางหนึ่งซึ่งไม่ได้เป็นทางที่เก้าอี้วางอยู่

หลังจากนั้นตัวของคุณแม่ ‘Peggy’ ได้เล่าต่อว่า หลังจากนั้นตนเองก็พยายามตรวจสอบสิ่งต่างๆ ในบ้านอย่างละเอียดว่า มีสิ่งที่ทำให้สิ่งของเคลื่อนที่ไหวได้หรือเปล่า หากแต่ก็หาไม่พบ หลังจากนั้นประมาณ 2-3 สัปดาห์ ก็เกิดเหตุการณ์อันน่ากลัว สิ่งของต่างๆ ลอยไปมาอีกหลายต่อหลายครั้ง เช่น จาน, เครื่องครัว, ของเล่น รวมทั้งหนังสือ

นอจากนี้สมาคมวิจัยเรื่องจิตวิญญาณ ก็ได้เข้ามาทำการตรวจสอบ โดยตลอดระยะเวลาตรวจสอบตลอด 14 เดือน ทีมวิจัยได้เดินทางมาตรวจสอบ 120 ครั้ง และยืนยันว่าบ้านหลังนี้มีผีสิงจริง

Enfield-photo

เรื่องราวเหล่านี้ถูกหาว่าเป็นเรื่องหลอกลวง

แต่เรื่องราวเหล่านี้ก็มีหลายคนไม่เชื่อ เนื่องจากคิดว่าเป็นเรื่องหลอกลวงของพี่น้องตระกูล Hodgson ซึ่งก็แค่ปลอมเป็นเสียงคนแก่เท่านั้นเอง นอกจากนี้ในเรื่องของถ่ายนิ่ง ซึ่งมีการถ่ายภาพ ‘Janet’ กำลังลอยตัวอยู่กลางอากาศนั้น ผู้ถ่ายภาพที่ถ่ายนั้น ก็ไม่ได้อยู่ในห้องของพวกเธอในระหว่างกำลังเกิดเหตุ หากแต่เป็นการถ่ายจากระยะไกล ซึ่งเมื่อลองมองอีกมุมนั้น เหมือน ‘Janet’ กำลังกระโดดอยู่บนเตียงผ้าใบมากกว่า ซึ่งจากเรื่องเล่าอันน่ากลัว กลับกลายเป็นเรื่องลวงโลกในสายตาของผู้ชมหลายๆ คน

สุดท้ายก็ไม่มีใครพิสูจน์อะไรอีกได้ เรื่องก็ค่อยเงียบไปตามกาลเวลา ในอีก 20 ปีต่อมา Maurice Grosse ได้เดินทางไปหาครอบครัวนี้อีกครั้ง เพราะต้องการคำยืนยันว่าเรื่องราวทั้งหมดไม่ได้เป็นเรื่องหลอกหลวง และทางสมาชิกทุกคนของครอบครัวก็ยังคงยืนยันหนักแน่นเช่นนั้น แล้วคุณผู้อ่านล่ะคิดว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องจริงหรือเรื่องหลอกลวง

ไขปริศนา ‘แบล็กไนท์’ ดาวเทียมหมื่นปี ที่คุณไม่เคยรู้

ไขปริศนา ‘แบล็กไนท์’ ดาวเทียมหมื่นปี ที่คุณไม่เคยรู้

Black-night

ถ้าพูดถึงเรื่องความลี้ลับที่ยังหาคำตอบไม่ได้แล้วล่ะก็ สิ่งเหล่านั้นไม่ได้มีอยู่แต่ในโลกของเราเท่านั้น หากแต่ยังมีอยู่ออกไปในอวกาศอันไกลโพ้นอีกด้วย ซึ่งวันนี้เราจะมาบอกเล่าเรื่องราวมืดมิดราวกับปริศนาอันแสนน่ากลัว ให้คุณผู้อ่านร่วมกันตัดสินว่าสิ่งนี้คืออะไรกันแน่…

‘แบล็กไนท์’ ดาวเทียมปริศนาให้ห้วงอวกาศ

เรื่องราวนี้ต้องพาคุณผู้อ่าน ย้อนไปในปีค.ศ. 1957 ในตอนนั้นองค์การอวกาศสหภาพโซเวียต ได้ส่งดาวเทียมดวงแรกของมนุษยชาติออกไปยังอวกาศ แน่นอนดาวเทียมดวงนั้นมีชื่อว่า ‘Sputnik1’ ที่ได้ขึ้นไปโคจรรอบโลกเป็นครั้งเเรก หากแต่เรื่องอันน่าตกใจก็คือ ‘Sputnik1’ ได้ขึ้นไปพบวัตถุที่โคจรรอบโลกอยู่ก่อนแล้ว

ซึ่งเรื่องราวอันแสนลึกลับนี้ได้เกิดขึ้นในยุคบุกเบิกอวกาศ ต่อมาก็ได้มีการตั้งชื่อสิ่งที่พบเห็นนี้ว่า ‘Black Knight Satellite’ มีบันทึกพบเห็นวัตถุอันแสนลึกลับนี้มากมาย หากแต่เรื่องโด่งดังที่สุด เกิดขึ้น 3 ครั้ง สำหรับเรื่องราวที่ 1 เริ่มต้นในปี ค.ศ.1899 ‘Nicolas Tesla’ หนึ่งในนักวิทยาศาสตร์ชื่อดังของโลก ตรวจจับสัญญาณประหลาดที่ไม่อาจระบุได้ โดยเขาเชื่อว่าสิ่งนี้เป็นการส่งสัญญาณจากสิ่งมีชีวิตที่มีภูมิปัญญาสูงจากต่างดาว

Black-night-photo

ตรวจจับสัญญาณประหลาดได้ครั้งที่ 2

ต่อมาในปี ค.ศ.1957 ดาวเทียม ‘Sputnik1’ ขึ้นสู่วงโคจรซึ่งได้มีการจับสัญญาณนี้อีก พร้อมส่งกลับมายังสถานีอวกาศซึ่งเป็นสัญญาณที่ Tesla พบในปี ค.ศ.1899 เท่านั้นยังไม่พอ ในปี ค.ศ. 1998 ณ ขณะนั้นกำลังเกิดปฏิบัติการณ์ STS-88 ของ NASA ซึ่งสามารถจับภาพวัตถุประหลาดได้ พร้อมทั้งมีการส่งสัญญาณในลักษณะเดียวกันอีกครั้ง และพบวัตถุต้องสงสัยที่เป็นวัตถุลักษณะเหลี่ยมไม่เหมือน UFO ทรงจานบินที่มนุษย์ได้คิดภาพเอาไว้

ต่อมานักดาราศาสตร์ ชาวอังกฤษนาม Duncan Lunan ถอดรหัสข้อความอันแสนลึกลับนี้ได้ โดยเขาบอกว่าสิ่งนี้ต้องการบอกถึงเเผนกราฟ ซึ่งเป็นที่ตั้งของกลุ่มดาวนายพราน ซึ่งยิ่งสร้างความฉงนต่อไปอีก

Black-night-image

มาฝั่งนักทฤษฎีสมคบคิดกันบ้าง

สำหรับเรื่องราวของ ดาวเทียมสีดำนี้ นักทฤษฎีสมคบคิดได้ออกมาให้ความเห็นว่า เป็นดาวเทียมซึ่งถูกส่งมาจากสิ่งมีชีวิตจากต่างดาวเมื่อ 13,000 ปีที่แล้ว แต่ในปีค.ศ. 1988 ซึ่งเป็นปีที่องค์การ NASA ได้ถ่ายภาพดาวเทียมดังกล่าวเอาไว้ได้ ผู้เชี่ยวชาญก็ได้ทำการวิเคราะห์พร้อมทั้งให้ความเห็นว่า สิ่งนี้น่าจะเป็นวัตถุซึ่งหลุดออกมาจากการปฏิบัติภารกิจทางอวกาศมากกว่า พูดง่ายๆ ก็คือเป็นขยะอวกาศนั่นเอง

สำหรับหลักฐานเกี่ยวกับดาวเทียมอันแสนลึกลับดวงนี้ เกิดขึ้นเป็นครั้งแรกในปี ค.ศ. 1899 ในตอนนั้น ‘Nicolas Tesla’ กำลังทำการทดลองของเขาอยู่ เขาก็ได้ยินสัญญาณวิทยุมาจากนอกโลก ซึ่งก็สร้างความฉงนให้แก่เขามาก และในครั้งต่อมาในปี 1928 เมื่อนักวิทยุสมัครเล่นคนหนึ่ง ได้ยินเสียงก้องอันแสนประหลาดจากนอกโลกเช่นเดียวกัน โดยทางด้านสื่อได้รายงานว่าสัญญาณวิทยุ ในปี ค.ศ. 1899 และ ค.ศ. 1928 นั้นยังคงเป็นปริศนามาจนกระทั่งถึงปัจจุบันนี้  ซึ่งในขณะนั้นอย่าลืมนะว่ามนุษยชาติยังไม่มีดาวเทียมเลย ดาวเทียมของมนุษย์ถูกสร้างมาภายหลังจากนั้น ต่อมาในปี ค.ศ. 1973 นักเขียนชาวสกอตคนหนึ่ง ได้ทำการวิเคราะห์สัญญาณ พร้อมทั้งได้กล่าวว่าดาวเทียมดวงนี้ น่าจะเป็นของมนุษย์ต่างดาวจริง อีกทั้งยังมีอายุ 13,000 ปีมาแล้ว นอกจานนี้เขายังอธิบายเพิ่มเติมอีกว่าดาวเทียมนี้น่าจะมีต้นกำเนิดมาจากระบบดาวคนเลี้ยงสัตว์ ที่อยู่ห่างไกลจากโลกถึง 203 ปีแสง หากแต่อย่างไรก็ตามด้วยเหตุผลอันใดก็ไม่ทราบ เขาได้กลับคำในภายหลังว่าสิ่งที่เขาคิดนั้นผิด อีกทั้งการคาดการณ์ดังกล่าวยังมีขึ้นโดยกระบวนการที่ไม่เป็นวิทยาศาสตร์อีกต่างหาก ซึ่งความลับก็ยังคงอยู่ถึงทุกวันนี้

ทะเลเรืองแสงชายฝั่งออสเตรเลีย ปรากฏการณ์เหนือธรรมชาติ

ทะเลเรืองแสงชายฝั่งออสเตรเลีย ปรากฏการณ์เหนือธรรมชาติ

หลังจากที่กลายเป็นกระแสข่าวอยู่บนอินเตอร์เน็ตกับภาพถ่ายทะเลเรืองแสงบนชายฝั่งของออสเตรเลีย ต่างก็มีผู้คนเข้าไปชื่นชมความสวยงามของภาพกันไม่ขาดสาย โดยภาพนี้ถูกถ่ายที่ Rocky cape และ Preservation Bay บนชายฝั่งตะวันตกเฉียงเหนือของแทสมาเนีย ในภาพเผยให้เห็นแสงสีฟ้าที่กำลังเรืองแสงอย่างสวยงามท่ามกลางบรรยากาศยามเย็น โดยปรากกฎการนี้ถือเป็นปรากฏการณ์ทางธรรมชาติที่งดงามเรียกว่า ไบโอ ลูมิแนนซ์ หรือ ทะเลเรืองแสง ซึ่งในภาพคาดว่าเกิดจากสาหร่ายเซลล์เดียวหรือแพลงก์ตอนพืชที่เรียกว่า Noctiluca scintillans ซึ่งปล่อยแสงเมื่อถูกรบกวนจากคลื่นหรือกระแสน้ำเชี่ยว

รู้จักกับปรากฎการณ์เรืองแสงของสิ่งมีชีวิต

ทะเลสามารถเรืองแสงระยิบระยับราวกับดวงดาวบนท้องฟ้าได้ ต้องขอบคุณกระบวนการทางเคมีธรรมชาติที่เรียกว่า ไบโอ ลูมิแนนซ์ (bioluminescence) ซึ่งช่วยให้สิ่งมีชีวิตในมีความสามารถในการการผลิตแสงในร่างกายของพวกเขาได้ สิ่งมีชีวิตทางทะเล เช่น ปลา ปลาหมึก กุ้ง และสาหร่ายขนาดเล็กผลิตสารเรืองแสงเพื่อสร้างความสับสนให้กับนักล่า ดึงดูดเหยื่อ หรือแม้กระทั่งใช้เพื่อหาคู่

มนุษย์เราสามารถเห็นปรากฏการณ์ทางธรรมชาตินี้ได้ก็ต่อเมื่อมีไบโอ ลูมิแนนซ์จำนวนมากพอจะเกิดแสงสว่างในน้ำ ซึ่งส่วนใหญ่มักเกิดจากสาหร่ายแพลงก์ตอน เราจะเห็นมันเรืองแสงได้ชัดเจนเมื่อคลื่นซัดเข้าฝั่ง ซึ่งมันเป็นไปได้ยากมากที่หลายคนจะได้พบเห็นหรือสามารถมีโอกาสถ่ายภาพมันได้ เพราะส่วนใหญ่ตาของเราจะมักมองไม่เห็นสีในตอนกลางคืนยกเว้นว่ามันจะเรืองแสงสว่างมากๆ

วิธีถ่ายภาพให้ออกมาสวย

สำหรับคนที่โชคดีมีโอกาสได้พบกับปรากฏการแบบนี้ แล้วอยากถ่ายภาพให้ออกมาสวยแต่ไม่รู้ทำอย่างไร ก่อนอื่นต้องบอกก่อนเลยว่าเราจะเห็นทะเลเรืองแสงได้ชัดสุดก็คือช่วงตั้งแต่พระอาทิตย์ตก จนถึงตลอดกลางคืน ดังนั้นควรพกพกฉายเอาไว้ด้วย แล้วมันก็ไม่มีอะไรทำให้มั่นใจได้ว่าเราไปแล้วจะเจอ ควรให้ทำใจเผื่อเอาไว้ด้วย ในส่วนการตั้งค่ากล้องให้ปิดออโตโฟกัสทิ้งไปเลยแล้วตั้งไปที่อินฟินิตี้

โหมดทุกอย่างให้ปรับเป็นแมนนวลทั้งหมด ระดับ ISO ควรอยู่ที่ประมาณ 1600 หากมันมืดเกินไปให้ปรับเพิ่มขึ้นตามความจำเป็น อย่าลืมว่าถ้า ISO สูงมากเท่าไหร่ภาพที่ได้จะมีนอยซ์เยอะเท่านั้น ในส่วนของรูรับแสงให้ปรับไปที่ค่าต่ำสุดอย่าง 3.5 หรือ 1.8 ถ้าอยากได้ภาพที่เรืองแสงสว่างๆ เลยให้ตั้งชัตเตอร์ประมาณ 30 วิ ในทางกลับกันถ้าอยากให้แสงนุ่มนวลให้ปรับน้อยกว่าประมาณ 10 วิ หรือ 3 – 5 วิ ชัตเตอร์ที่เร็วขึ้นหมายความว่าเราจะต้องปรับ ISO เพิ่มสูงขึ้น แค่นี้เราก็สามารถจับภาพทะเลเรืองแสงสวยๆ ได้ดั่งใจต้องการ

หวยฮานอยออนไลน์แนะนำวิธีการเล่นพื้นฐาน sbobet

หวยฮานอยออนไลน์แนะนำวิธีการเล่นพื้นฐาน sbobet

Hanoi-lottery-online-introduces-basic-playing-methods-news-sites

ทุกวันนี้มีหวยออนไลน์มากมายแต่ละหวยออนไลน์ ก็จะมีความแตกต่างกันออกไปแต่มีหวยหนึ่งที่ถือว่าได้ รับการต้อนรับและความนิยมกันอย่างล้นหลามอย่าง “หวยฮานอย” หรือหวยเวียดนามนั่นเอง หวยฮานอยเป็นหวยที่มาจากประเทศเวียดนามและการออกรางวัลในแต่ละครั้งนั้นก็อ้างอิงมาจากประเทศเวียดนามเช่นกัน เป็นหวยชนิดหนึ่งที่คนไทยเรานั้นได้นำเข้ามาเพื่อให้เราได้เล่นหวยฮานอยอย่างสนุกและได้เงินด้วย

วิธีการเล่นหวยฮานอย

คุณอยากลงเล่นหวยฮานอยแต่ไม่รู้ว่าเล่นยังไง ซึ่งต้องบอกตรงนี้เลยว่าหวยฮานอยนั้นไม่ได้เล่นยากเลยซึ่งถ้าคุณเล่นหวยรัฐบาล ดูหวยใต้ดินของประเทศไทยเรานั้นเป็น​ การเล่นหวยฮานอยก็ไม่ยากอีกต่อไป วิธีการเล่นก็ไม่ได้แตกต่างไปจากเล่นหวยใต้ดินเลย รูปแบบการเล่นก็จะประมาณ 3 ตัวบนโต๊ด 2 ตัวบนล่างและเลขวิ่งบนเลขวิ่งล่าง แต่จะแตกต่างกันตรงที่ผลการออกรางวัลเพราะจะอ้างอิงมาจากประเทศเวียดนาม

ไม่แปลกใจทำไมผู้คนถึงนิยมเล่นหวยฮานอย เพราะว่าหวยฮานอยจะออกทุกๆ วันไม่มีวันหยุด หรือจะแม้แต่วันหยุดของประเทศเวียดนาม ฮานอยจะออกในเวลา 18:00 น. เป็นต้นไป (ตามเวลาในประเทศไทย)​ ซึ่งเป็นที่ถูกใจสำหรับคอหวยเป็นอย่างยิ่งออกทุกวันไม่มีวันหยุดเราก็สามารถแทงหวยฮานอยได้ทุกๆ วัน

news-site-Hanoi-lottery-online-introduces-basic-playing-methods

วิธีตรวจหวย ผลรางวัลหวยฮานอย

เมื่อเราทำการแทงหวยฮานอยแล้ว เราก็สามารถตรวจดูจากเว็บ sbobet ที่เราสมัครได้เลย สามารถดูได้จากการนำตัวเลข 3 ตัวและเลข 2 ตัวสุดท้ายของรางวัล​ มาออกเป็นผลรางวัล 3 ตัวบน 3 ตัวโต๊ดและ 2 ตัวบนและนำเลขสุดท้ายของรางวัล​ มาออกเป็นผลรางวัล 2 ตัวล่าง การตรวจหวยก็ไม่มีอะไรยุ่งยากเลย แถมง่ายและยังสะดวกอีกด้วย

สามารถเล่นหวยฮานอยได้จากที่ไหน

สามารถเล่นได้ตามเว็บ sbobet ต่างๆ ได้เลย แต่ต้องดูด้วยว่าเว็บนั้นมีความปลอดภัยมากแค่ไหนหากยังคิดไม่ออกว่าจะเล่นหวยฮานอยที่เว็บไหนถึงจะตอบโจทย์กับเราต้องเว็บ​ sbobet​ เพราะทางเว็บได้เปิดให้บริการสามารถแทงหวยฮานอยออนไลน์กันได้แล้ว ที่มาพร้อมกับของแจกของแถมโปรโมชั่นอื่นๆ อีกมากมายที่รอให้คุณได้มาเป็นส่วนหนึ่งกับทางเว็บ เราพร้อมให้คำปรึกษาและคำแนะนำต่างๆ​ ไม่ว่าคุณจะมีปัญหาเกี่ยวกับการเล่นต่าง​ๆ ทางเว็บพร้อมที่จะแก้ไขให้คุณได้ทุกเมื่อ​ จากประสบการณ์มากความสามารถของทีมงานเว็บ​ sbobet​ จะให้ความสนใจเป็นอย่างมากกับการดูแลลูกค้าให้เป็นแขก​ Vip​ ทุกคนเว็บ​ sbobet ​พร้อมให้บริการตลอด 24 ชั่วโมง

แท่งหินสมมาตรมหัศจรรย์แห่ง Giant’s Causeway ตำนานทางเดินยักษ์

แท่งหินสมมาตรมหัศจรรย์แห่ง Giant’s Causeway ตำนานทางเดินยักษ์

Giant-Causeway-news-site

โลกของเราใบนี้ยังมีความน่ามหัศจรรย์อีกมากมาย บางเรื่องมีความแปลกทั้งในทางวิทยาศาสตร์ และความเชื่อที่เกี่ยวข้อง อย่างเช่นสถานที่แนะนำของเราวันนี้ บอกเลยว่าทั้งตำนานก็น่าสนใจ หรือ หากพูดกันจากเรื่องของวิทยาศาสตร์ที่ทำให้เกิดเรื่องราวดังกล่าวก็น่าสนใจเหมือนกัน มันคือ Giant’s Causeway ตำนานทางเดินยักษ์ ว่าแล้วก็ไปกันเลย

Giant’s Causeway ตำนานทางเดินยักษ์ คืออะไร

Giant’s Causeway ตำนานทางเดินยักษ์ พิกัดอยู่ที่ประเทศไอร์แลนด์ ปัจจุบันเป็นสถานที่ท่องเที่ยวที่มีชื่อเสียงอย่างมาก สภาพพื้นที่ก็คือเป็นเนินภูเขาหินที่ตั้งยื่นลงไปในทะเล ฝั่งดูอาจจะไม่แปลกเท่าไร แต่หากบอกว่าเนินหินเหล่านั้น ทั้งหมดเป็นหินบะซอลต์มากกว่า 40,000 ก้อน วางเรียงรายอย่างเป็นระเบียบ แถมชิดติดกันจนไม่มีช่องว่างระหว่างหินเลย แบบนี้เริ่มน่าสนใจ ยังไม่หมด หินทุกก้อนมีลักษณะเป็นเรขาคณิตทุกก้อนด้วย เป็นสิ่งที่น่าอัศจรรย์ในอย่างยิ่ง

ตำนานทางเดินยักษ์

สำหรับเรื่องของ หินบะซอลต์ทั้งหมดนั้น ได้มีตำนานเล่าขานกันด้วย ต้องย้อนกลับไปในอดีตยุคที่ยักษ์ยังปกครองพื้นที่แถบนี้อยู่ตอนนั้นมียักษ์ตัวหนึ่งชื่อว่า ฟินน์ แม็คคูล ยักษ์ตัวนี้มีอิทธิฤทธิ์มากพอตัวทีเดียว ด้วยความเก่งกาจทำให้มันสามารถปราบปรามยักษ์ในบริเวณพื้นที่ของตัวเองได้หมด จนมันเริ่มมองหาเส้นทางท้าทายให้ยิ่งใหญ่มากขึ้นนั่นก็คือ การข้ามทะเลไปรบกับยักษ์อีกฝั่งหนึ่ง แล้วด้วยความคึกคะนองของ ฟินน์ ทำให้วันหนึ่งมันได้ตะโกนท้าทายข้ามทะเลไปยังอีกฝั่ง ปรากฏว่ามียักษ์ตนหนึ่งได้ยินก็คิดอยากจะทดสอบความแข็งแกร่งดู

news-Giant-Causeway-site

ยักษ์ตัวนี้ชื่อว่า เบนันดอนเนอร์ มันจึงเลือกี่จะสร้างเส้นทางจากฝั่งตัวเอง ไปหา ฟินน์ แม็คคลู ด้วยการเอาเสาหินปักลงไปบนทะเลทีละแท่ง เพื่อสร้างเป็นทางเดิน การกระทำของเบนันดอนเนอร์ทำต่อเนื่องไปเรื่อยๆ จนกระทั่ง ฟินน์ แม็คคลู มองเห็นตัว เบนันดอนเนอร์ ปรากฏว่าฟินน์ดูกลายเป็นเด็กน้อยไปเลยเมื่อเทียบกับ เบนันดอนเนอร์ นั่นทำให้ ฟินน์ กลัวอย่างมาก จึงต้องรีบกลับไปหาภรรยาเพื่อหาทางแก้ไขเพราะหากสู้กันมันต้องตายอย่างแน่นอน ฝ่ายภรรยาก็กลัวว่าจะเสียสามีไป จึงออกอุบายว่าให้ ฟินน์ แต่งตัวเป็นเด็กทารก ไปนอนผูกเปลที่ชายฝั่ง แม้ฟินน์จะงง ไม่อยากทำแต่ก็ขัดไม่ได้ จึงทำตามอุบายดังกล่าว เมื่อ เบนันดอนเนอร์ มาถึงมองเห็น ฟินน์ ที่ปลอมตัวเป็นเด็กทารก ก็ทำให้เกิดความคิดว่าหากเป็นเด็กทารกตัวยังโตขนาดนี้ แสดงว่ายักษ์ที่ตะโกนท้าทายต้องตัวใหญ่มากกว่านี้แน่นอน ว่าแล้ว เบนันดอนเนอร์ ก็เลยรีบจ้ำอ้าววิ่งหนีกลับทางเดิมไปอย่างรวดเร็วพร้อมกับถอนแท่งหินบางส่วนออกไปด้วยเพื่อป้องกันไม่ให้ยักษ์ตามมาได้

แนวคิดทางวิทยาศาสตร์

นั่นก็ตำนาน แต่เรื่องจริงก็มีความสนใจด้วยเหมือนกัน หินบะซอลต์ที่เกิดขึ้นทั้งหมดเป็นฝีมือของธรรมชาติล้วนๆ เลย นักวิทยาศาสตร์บอกว่าหินเหล่านี้เกิดจากการเย็นตัวของลาวาบะซอลต์ ที่ปะทุขึ้นมาจากใต้โลก เมื่องมันเย็นตัวลงจึงทำให้เกิดหินเป็นรูปรังผึ้ง ซึ่งอาจจะเป็นรูป 3 เหลี่ยม หรือมากกวานั้นก็ได้ จึงเป็นที่มาของ Giant’s Causeway ตำนานทางเดินยักษ์

สะดือแม่น้ำโขง กับเรื่องราวลี้ลับที่หลายคนไม่รู้

สะดือแม่น้ำโขง กับเรื่องราวลี้ลับที่หลายคนไม่รู้

The-navel-of-the-Mekong-River-news-site

แม่น้ำโขงจัดว่าเป็นแม่น้ำอีกสายหนึ่งที่มีความสำคัญมากในกลุ่มประเทศอาเซียน เนื่องจากแม่น้ำสายนี้ไหลผ่านถึง 6 ประเทศด้วยกัน คนนับล้านต่างได้อาศัยสายน้ำแห่งนี้มาประกอบอาชีพ เลี้ยงดูตัวเอง ครอบครัว นั่นทำให้แม่น้ำสายนี้เต็มไปด้วยเรื่องราวอันน่าสนใจ ทั้งวิถีชีวิต วัฒนธรรม และความเชื่ออีกมากมาย ดั่งตัวอย่างเรื่องราวต่อไปนี้

สะดือแม่น้ำโขง

คำว่า สะดือแม่น้ำโขง หลายคนอาจจะไม่เคยได้ยิน อาจจะไม่เข้าใจว่ามันคืออะไร สะดือแม่น้ำโขง หมายถึง ตลอดเส้นทางแม่น้ำโขงไหลเข้ามาในประเทศไทย จะมีบริเวณที่แม่น้ำโขงไหลวนกันคล้ายกับน้ำวนขนาดเล็ก แม่น้ำโขงตรงนั้นจะไหลแรง ไหลเชี่ยวกรากมาก หากไม่ชำนาญอาจจะทำให้เรือล่มได้ อีกทั้งตรงนั้นแม่น้ำโขงจะลึกที่สุด สะดือแม่น้ำโขงจะอยู่ที่ แก่งอาฮง จังหวัดบึงกาฬ

ถ้ำใต้น้ำ

ความเชื่อเกี่ยวกับสะดือแม่น้ำโขงมีมากมาย หนึ่งในเรื่องเล่าต่อกันมาก็คือ เชื่อกันว่าสะดือแม่น้ำโขงมีความลึกมากถึง 200 เมตร นอกจากความลึกแล้วยังเชื่อกันว่าภายใต้สะดือแม่น้ำโขงจะมีถ้ำใต้น้ำซ่อนอยู่ ถ้ำแห่งนี้บางคนเชื่อว่านี่คือแหล่งที่พักอาศัยของพระยานาค สิ่งศักดิ์สิทธิ์ของชาวบ้านในบริเวณนั้น อีกทั้งถ้ำแห่งนี้ยังทอดตัวยาวไปเชื่อมต่อกับภูวัว ของฝั่งประเทศลาวได้อีกด้วย บางคนเชื่อไปถึงว่าถ้ำนี้จะทอดยาวไปถึงคำชะโนด จังหวัดอุดรธานีอีกด้วย

วัดร้างที่รอการบูรณะ

news-The-navel-of-the-Mekong-River-site

อีกเรื่องหนึ่งที่ไม่เชื่อเอามากๆเกี่ยวกับสะดือแม่น้ำโขงแห่งนี้ เป็นเรื่องเกี่ยวกับวัดที่สร้างอยู่ริมแม่น้ำโขงจุดที่เป็นสะดืออีสานนั่นคือ วัดอาฮงศิลาวาส แต่เดิมมีผู้บันทึกไว้ว่าแต่ก่อนเป็นเพียงแค่สำนักสงฆ์เท่านั้นเอง หลวงพ่อลุน เป็นผู้ก่อตั้งเมื่อท่านมรณภาพไปเมื่อปี พ.ศ. 2506 ก็ไม่มีพระสงฆ์มาจำพรรษา ณ สำนักสงฆ์แห่งนี้อีกเลย เหมือนสำนักสงฆ์แห่งนี้จะรอคอยใครสักคนอยู่ ผ่านไปสิบกว่าปี พ.ศ. 2517 หลวงพ่อสมาน สิริปัญโญ ท่านเดินทางผ่านมาเห็นป้ายชื่อจึงเข้าไปดู พบเห็นเพียงแค่แม่ชีเท่านั้นจึงได้เข้าไปบูรณะวัดนี้ขึ้นมาจนถึงปัจจุบัน

จุดพบศพคนตาย

ด้วยลักษณะของกระแสน้ำที่มีความเชี่ยวกรากมาก ไหลแรง เป็นน้ำวน ทำให้บริเวณนี้กลายเป็นจุดหนึ่งที่พบศพคนตายเสมอ ในสมัยก่อนเชื่อกันว่า หากใครตกน้ำตายด้านเหนือขึ้นไปของแก่งอาฮงนี้ ให้มารอตรงนี้ ศพคนตายจะลอยขึ้นมา และไม่ลอยหนีไปทางอื่นอีก เนื่องจากว่าติดน้ำวนไปไหนไม่ได้

เรื่องราวความเชื่อเหล่านี้ ทำให้สะดือแม่น้ำโขงแห่งนี้ มีทั้งความสวยงาม ความเชื่อ และเรื่องราวลี้ลับซ่อนอยู่มากมาย ใครผ่านเที่ยวบึงกาฬอย่าลืมไปแวะชมความงามของแก่งอาฮงกัน